วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551

วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีสารสนเทศ


เทคโนโลยีสารสนเทศกำลังเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวัน สังเกตได้จากการนำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ในสำนักงาน การจัดทำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แสดงว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เพื่อการคำนวณและเก็บข้อมูลได้แพร่ไปทั่วทุกแห่ง เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันด้านธุรกิจและการขยายตัวของบริษัท มีผลต่อการให้บริการขององค์การและหน่วยงาน และมีผลต่อการประกอบกิจในแต่ละวันaaaaaก่อนการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ประชากรโลกส่วนใหญ่จะยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นแกนหลัก มีเพียงบางส่วนยึดอาชีพบริการและทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม พลเมืองในชนบทเป็นจำนวนมากละทิ้งถิ่นฐานเดิม จากการทำไร่ไถนามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการขยายตัวของประชากรในภาคอุตสาหกรรมและการลดน้อยลงในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ผู้ทำงานด้านบริการจะค่อย ๆ ขยับสูงขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อม ๆ กับการมีผู้ทำงานด้านสารสนเทศ ที่ค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นตลอดอย่างต่อเนื่องaaaaaเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่งเกิดขึ้น และเริ่มเมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อราว พ.ศ. 2500 เทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่แพร่หลายนัก จะมีเพียงการใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสารและเริ่มมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยประมวลผลข้อมูล งานด้านสารสนเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นงานภายในสำนักงานที่ยังไม่มีอุปกรณ์และเครื่องมือด้านเทคโนโลยีมาช่วยงานเท่าใดนักaaaaaเมื่อมีการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ช่วยงานสารสนเทศมากขึ้น เช่น เครื่องถ่ายสำเนาเอกสาร เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า เครื่องโทรสาร และเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ อาชีพของประชากรก็ปรับเปลี่ยนมาสู่งานด้านสารสนเทศมากขึ้น งานด้านสารสนเทศมีแนวโน้มขยายตัวที่ค่อนข้างสดใส เพราะเทคโนโลยีด้านนี้ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยการพัฒนาค้นคว้าวิจัยให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ออกมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา
รูปที่ 1.5 การใฃ้คอมพิวเตอร์ทำงานในสำนักงาน
aaaaaระบบสารสนเทศที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ คือ เทคโนโลยีแบบสื่อประสม (multimedia) ซึ่งรวมข้อความ จำนวน ภาพ สัญลักษณ์ และเสียงเข้ามาผสมกัน เทคโนโลยีนี้กำลังได้รับการพัฒนา ในอนาคตเทคโนโลยีแบบสื่อประสมจะช่วยเสริมและสนับสนุนงานด้านสารสนเทศให้ก้าวหน้าต่อไป เป็นที่คาดหมายว่าอัตราการเติบโตของผู้ทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีมากขึ้น จนนำหน้าสายอาชีพอื่นได้ทั้งหมดในไม่ช้านี้aaaaaสำนักงานเป็นแหล่งที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุด เช่น การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำบัญชีเงินเดือนและบัญชีรายรับรายจ่าย การติดต่อสื่อสารภายในและภายนอกหน่วยงานด้านการใช้เครื่องโทรศัพท์ เครื่องโทรสาร และการใช้ตู้ชุมสายโทรศัพท์ การจัดเตรียมเอกสารด้วยการใช้เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องถ่ายสำเนา และเครื่องคอมพิวเตอร์aaaaaแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศจะค่อย ๆ กลายมาเป็นระบบรวม โดยให้เครื่องระบบหนึ่งทำงานพร้อมกันได้หลาย ๆ อย่าง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากใช้ประมวลผลข้อมูลด้านบัญชีแล้ว ยังใช้งานจัดเตรียมเอกสารแทนเครื่องพิมพ์ดีด ใช้รับส่งข้อความหรือจดหมายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกล ซึงอาจอยู่คนละซีกโลกในลักษณะที่เรียกว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับเครื่องถ่ายเอกสาร นอกจากจะใช้ถ่ายสำเนาเอกสารตามปกติแล้ว อาจเพิ่มขีดความสามารถให้ใช้งานเป็นเครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือเป็นเครื่องรับส่งโทรสารไปในตัวaaaaaการพัฒนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ด้านข้อมูล และการติดต่อสื่อสาร ผู้ใช้จึงต้องปรับตัวยอมรับและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อมูลและการติดต่อสื่อสารซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจจำนวนมาก หากการดำเนินงานธุรกิจใช้ข้อมูลซื่งมีการบันทึกใส่กระดาษและเก็บรวบรวมใส่แฟ้ม การเรียกค้นและสรุปผลข้อมูลย่อมทำได้ช้า และเกิดความผิดพลาดได้ง่ายกว่าการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยงานให้ง่ายสะดวกและรวดเร็วขึ้น และที่สำคัญช่วยให้สามารถตัดสินใจดำเนินงานได้เร็ว และถูกต้องดีขึ้น
ย้อนกลับ

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2551

ที่พักเกาะสม็ด


ปารดี รีสอร์ท แอนด์ สปา
ที่อยู่ : อ่าวกิ่ว เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โทร 081-564 1472, 081-558 0468 , 02-309 8137
รายละเอียด
ปารดี รีสอร์ท แอนด์ สปา, อ่าวกิ่ว เกาะเสม็ด - Paradee Resort
The Ultimate Luxury Vacation ชื่อ " ปารดี" มีความหมายว่า "สวรรค์ชั้นหก" ...สมบูรณ์แบบ...หรูหรา...งดงาม..อยู่ในโลกที่เป็นส่วนตัว เติมเต็มความเป็นคุณด้วยสระว่ายน้ำที่เป็นส่วนตัวและอ่างอาบน้ำกลางแจ้งที่แสนโรแมนติค เราไม่ได้มีให้คุณเพียงเท่านี้ เรายังมีชายหาดและสวนปาล์มที่แสนเป็นส่วนตัว ...สัมผัสแสงสีขาวส่องประกายท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงสู่ผืนน้ำสีฟ้าใส ให้ท่านสัมผัสแสงระยิบระยับดุจคริสตัลส่องประกาย... พร้อมด้วยปะการังอีกมากมายให้ท่านได้ชื่นชม
สำหรับทุกท่านที่หลงใหลในสรวงสวรรค์ ปาราดี รีสอร์ท แอนด์ สปา เป็นเพียงรีสอร์ทเดียวในเมืองไทยที่โอบล้อมไปด้วยหาดทรายทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก คุณจะสามารถชมบรรยากาศแสนอบอุ่นของพระอาทิตย์แสงแรกที่ส่องประกายพ้นขอบฟ้าและชื่นชมพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้าในจุดที่แสนสวยงาม...ความประทับใจที่ท่านไม่มีวันลืมเลือน
ทันทีที่สปีดโบ้ททอดสมอเรือด้านหน้าปาราดี รีสอร์ท ท่านจะรู้สึกเหมือนต้องมนตร์ ด้วยสถานที่และบรรยากาศที่มีเพียงไม่กี่รีสอร์ทในโลกสามารถหาให้ท่านได ทุกความปรารถนาของท่านสามารถเป็นจริงได้ที่ปาราดี รีสอร์ท แอนด์ สปา
เรามีศาลาไม้แกะสลักอย่างดีไว้ให้บริการท่านในทุกๆที่ ไม่ว่าจะเป็นท่ามกลางแสงอาทิตย์ หรือใต้ร่มปาล์ม ที่นี่..ชายหาดเปรียบเหมือนอีกโลกหนึ่งของท่าน มีความเป็นส่วนตัวแยกออกฝูงชน..สรวงสวรรค์ของท่านเอง

วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2551

ช้างสุรินทร์


ชาวกูยกับการสาธิตการจับช้าง (ภาพจากโปสเตอร์)
ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมาในสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาอมรินทร์ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยาช้างเผือกสำคัญแตกโรงหนีเข้าป่ามาทางเมืองพิมาย พระองค์จึงโปรดฯ ให้ทหารออกติดตาม จนกระทั่งถึงเขตที่ชุมชนชาวกูย (กวย) อาศัยอยู่ ซึ่งชาวกวยกลุ่มนี้เป็นพวกที่มีความชำนาญในการคล้องช้างและจับช้างอย่างยิ่งในที่สุดก็สามารถติดตามช้างเผือกจนพบและนำกลับสู่กรุงศรีอยุธยา
ความดีความชอบในครั้งนั้น ส่งผลให้หัวหน้าชาวกูยที่เป็นคณะติดตามช้างได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์
พร้อมกับโปรดฯ ยกบ้านให้เป็นเมืองและหนึ่งในบรรดาหัวหน้าชาวกูยก็คือ “เชียงปุม” ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงสุรินทร์ภักดี” และต่อมา ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์ จางวาง” ผู้เป็นเจ้าเมืองคนแรกของจังหวัดสุรินทร์

จากอดีตสู่ปัจจุบันลูกหลานชาวกูยยังคงสืบทอดมรดกอันล้ำค่าจากบรรพบุรุษ นั่นคือ “การคล้องช้าง” และการเลี้ยงช้างเสมือนหนึ่งสมาชิกในครอบครัว ทำให้ชาวกูยแห่งเมืองสุรินทร์มีความผูกพันแนบแน่นกับสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลกนามว่า “ช้าง” เป็นเวลาช้านาน
ปี ๒๔๙๘ ถือว่าเป็นปีแห่ง การชุมนุมช้างของชาวกูยอย่าง ไม่ได้ตั้งใจก็ว่าได้ ซึ่งการชุมนุมช้างในครั้งนั้น เกิดจากข่าวที่ว่าจะมีเฮลิคอปเตอร์มาลงที่บ้านตากลาง (เป็นหมู่บ้านของชาวกูย เลี้ยงช้าง ตั้งอยู่ที่ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์) ชาวบ้านจึงชักชวนกันไปดู ในสมัยนั้นพาหนะที่ใช้กันโดยทั่วไปของชาวกูยก็คือช้างซึ่งถูกฝึกมาเป็นอย่างดี แต่ละคนแต่ละครอบครัวก็พากันนั่งช้างมาดูเฮลิคอปเตอร์ พอไปถึงจุดที่เฮลิคอปเตอร์จอด ปรากฏว่าช้างที่ไปรวมกันนั้นนับได้กว่า ๓๐๐ เชือก ทำเอาคนที่มากับเฮลิคอปเตอร์ตกใจและแปลกใจมากกว่า ชาวบ้านเสียอีก
พระยาสุรินทร์ภักดีฯ

การชุมนุมช้างที่บ้านตากลาง เมื่อปี ๒๔๙๘ ( ถ่ายภาพโดย นายพนัส ธรรมประทีป)
เหตุการณ์ชุมนุมช้างอย่างไม่ได้ตั้งใจในปี ๒๔๙๘ ทำให้ผู้คนที่ทราบข่าวต่างพากันสนใจกันเป็นจำนวนมาก และในปี ๒๕๐๓ อำเภอท่าตูม ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านช้างได้มีการเฉลิมฉลองที่ว่าการอำเภอใหม่ นายวินัย สุวรรณประกาศ ซึ่งเป็นนายอำเภอในขณะนั้นได้เชิญชวนให้ชาวกูยเลี้ยงช้างทั้งหลาย ให้นำช้างของตนมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ดูได้ชมกันเนื่องจากไม่สามารถจะไปคล้องช้างตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาได้อย่างเคย อันเนื่องมาจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ
การแสดงในครั้งนั้นด้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากจะมีการแสดงคล้องช้างให้ดูแล้ว ยังมีการเดินขบวนแห่ช้าง การแข่ง วิ่งช้าง และในกลางคืนก็ได้มีงานรื่นเริงมีมหรสพต่างๆ ตลอดคืน ซึ่งใครจะคาดคิดว่าจากงานเฉลิมฉลองที่ว่าการอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในถิ่นทุรกันดารของภาคอืสานเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๐๓ จะกลายมาเป็นงานประเพณีของชาติที่โด่งดังไปทั่วโลกนับต่อเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน ประเพณีการแสดงของช้างได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลาร่วม ๔๐ ปี แล้ว ถ้าเป็นคนก็ถือว่าย่างเข้าสู่วัยกลางคนก็ไม่ผิดเท่าใดนักสุรินทร์ จังหวัดที่เคยเงียบเหงาในอดีต ได้ถูกชาวกูยและช้างสร้างให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างน่าภาค

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2551

"กฤษณา" ไม้มงคล


"กฤษณา" ไม้มงคลสร้างเงิน กลั่นเป็นน้ำมันหอมแพงระยับ
นับแต่โบราณ “ไม้กฤษณา” ถือเป็นไม้มงคลตามความเชื่อทางศาสนา นอกจากนั้น ยังมีคุณสมบัติสามารถสกัดเป็นยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากประการ รวมถึงสามารถกลั่นเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อใช้ทำหัวน้ำหอมคุณภาพสูง ซึ่งตลาดต่างประเทศ ทั้งตะวันออกกลางและยุโรปต้องการอย่างสูง ซื้อขายกันด้วยราคาแพง จนมีคำกล่าวว่า น้ำมันหอมระเหยจาก “ไม้กฤษณา”ราคาสูงที่สุดในโลกจากความนิยมดังกล่าว ประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งที่มีไม้กฤษณาขึ้นเองตามธรรมชาติสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงเกิดอาชีพตัดไม้กฤษณาส่งขายโรงสกัดน้ำมันหอมอย่างแพร่หลาย กระทบให้ต้นกฤษณาถูกโค่นล้มจำนวนมาก ที่สุดแล้วต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองให้กฤษณาเป็นไม้อนุรักษ์อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน อาชีพสกัดน้ำมันหอมไม้กฤษณาในประเทศไทยยังคงอยู่ โดยปรับตัวให้สอดคล้องเพื่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาชีพนี้ยังสร้างรายได้อย่างงามให้คนในวงการ เช่นรายของ “สมคิด เจริญคง” ผู้ประกอบการ จ.จันทบุรีสมคิด เล่าว่า เดิมพ่อยึดอาชีพตัด “ไม้กฤษณาสับ” (ชิ้นไม้กฤษณาสีขาวเหลือง สับเป็นชิ้นๆ) ส่งขายโรงกลั่น ทำให้เขาคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาแต่เด็ก สามารถวิเคราะห์ได้ว่าไม้กฤษณาคุณภาพดีเป็นอย่างไร จนเมื่อเติบใหญ่ ได้เข้ามาทำงานเต็มตัว เห็นว่า ถ้าจะแค่ตัดไม้กฤษณาสับขายอย่างเดียว โอกาสสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำคงยาก จึงอยากมีโรงกลั่นของตัวเอง เลยตัดสินใจเข้าไปทำงานในโรงกลั่นน้ำมันหอมระเหย เพื่อเรียนรู้วิชา“การกลั่นน้ำมันหอมจากไม้กฤษณา คนในวงการจะหวงวิชากันมาก แต่ละรายจะมีสูตรเฉพาะแตกต่างกันไป ซึ่งตัวผมเรียนรู้โดยอาศัยการสังเกตและจดจำอยู่กว่า 2 ปี ก่อนออกมาตั้งโรงกลั่นของตัวเอง” สมคิด เผยและเล่าต่อว่านับเป็นโชคดีของเขา และครอบครัวที่เวลานั้นขออนุญาตตั้งโรงกลั่น ก่อนที่จะมีการออกกฎหมายจำกัดการตั้งโรงกลั่นน้ำมันหอม เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้กฤษณาในป่า ทำให้ถึงปัจจุบันนี้ ภายในจังหวัด ธุรกิจนี้แทบไม่มีคู่แข่ง โดยเขาเป็นผู้ผลิตที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายเพียง 1 ใน 3 รายของ จ.จันทบุรีเท่านั้นสมคิด เล่าต่อว่า ปัจจุบันต้นกฤษณามีการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจ ไม่ต้องแอบเข้าไปลักลอบตัดในป่าเหมือนอดีต โดยปลูกมากในแถบจ.ตราด และจันทบุรี เนื่องจากมีสภาพดินอุดมสมบูรณ์ และภูมิอากาศเหมาะสมส่วนที่จะนำมาสกัด คือ บริเวณเกิดรอยแผล ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างสารกฤษณาขึ้นมา มีสีดำสนิทในเนื้อไม้ ยิ่งเป็นต้นอายุมาก ราคาจะยิ่งสูง เดิมรอยแผลจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น รอยนกเจาะ แต่ปัจจุบันจะจงใจให้เกิดโดยใช้วิธีเจาะรูสำหรับรูปแบบธุรกิจนั้น สมคิด อธิบายว่า จะรับซื้อไม้กฤษณาสับจากชาวบ้าน ในราคา 70-200 บาทต่อกิโลกรัม (แล้วแต่คุณภาพไม้) ขั้นตอนนี้ จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์คัดเลือกไม้คุณภาพดี หลังจากนั้น นำไปตากแดด 3 วันจนเนื้อไม้แห้ง ซึ่งน้ำหนักไม้จะลดเหลือแค่ 1 ใน 3 จากตอนรับซื้อจากนั้น บดเป็นผง นำไปหมักกับน้ำเปล่าในโอ่งนาน 7 วัน แล้วนำไปต้มในหม้อ 6 วัน จนเกิดไอระเหย กลั่นตัวเป็นน้ำมันหอม ซึ่งโอ่ง 1 ใบ จะจุผงไม้กฤษณาแห้งได้ประมาณ 10 กิโลกรัม สามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำมันหอม ประมาณ 18 กรัมน้ำมันหอมซื้อขายกันเป็น “โตร่า” 1 โตร่า ปริมาตร 12.5 CC หรือหนักประมาณ 12 กรัม ราคาถึง 4,500 – 6,000 บาท หักต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานแล้ว 1 โอ่งจะมีกำไรประมาณ 1,000 บาท ด้านช่องทางจำหน่าย จะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงบ้าน แล้วนำไปขายต่อให้บริษัทจากแถบตะวันออกกลาง เพื่อใช้ทำหัวน้ำหอม นอกจากนั้น ส่วนผงไม้กฤษณาที่ผ่านการกลั่นแล้ว ยังนำไปใช้ทำผงธูปได้อีกด้วยสมคิด ระบุว่า ธุรกิจนี้ ตลาดมีรองรับไม่จำกัด กลั่นได้มากเท่าใด ลูกค้าพร้อมจะเหมาซื้อทั้งหมด โดยปัจจุบัน ธุรกิจของเขา มีหม้อต้มทั้งหมด 4 ใบ ทั้งที่ได้รับอนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดให้ผลิตได้ถึง 7 หม้อ แต่เวลานี้ ยังไม่พร้อมจะลงทุนสร้างหม้อเพิ่ม เพราะต้องใช้ทุนสูงมาก นอกจากนั้น จำเป็นต้องแบ่งทุนอีกส่วนไว้ซื้อวัตถุดิบด้วย ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยมาเป็นทุนหมุนเวียนเขา เผยด้วยว่า น้ำมันหอมไม้กฤษณาแต่ละแห่งจะมีกลิ่น และคุณสมบัติเฉพาะตัว มีผลมาจากทั้งสายพันธุ์ของไม้กฤษณาแต่ละต้น สภาพดิน น้ำ และอากาศที่ปลูก ตลอดจนกรรมวิธีการหมัก ซึ่งเป็นเคล็ดลับแตกต่างกันไป ทั้งนี้ น้ำมันหอมจากแถบ จ.จันทบุรี และตราด ถือว่าราคาสูงที่สุดในประเทศไทย เพราะมีจุดเด่นกลิ่นถูกใจชาวต่างชาติ และกลิ่นติดทนนาน